หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!!

หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!!

หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!!

  • Losa
  • พฤศจิกายน 2, 2020
  • 0 comments

หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!!

หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!! การขับขี่รถไม่ว่าจะเป็น รถมอเตอร์ไซต์ หรือรถยนต์ ความปลอดภัยถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ แล้วยิ่งเป็นหน้าฝนเรายิ่งต้องรักษาความปลอดภัยกันมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่าเมื่อฝนตก มันจะเหตุให้ถนนลื่น อีกทั้งวิสัยทัศน์ในการมองท้องถนนลดลงไปดู ดังนั้น วันนี้เราจึงจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักวิธีเช็ครถให้ปลอดภัย ถ้าพร้อมแล้วตามไปดูกันได้เลย

หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!!

1.ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่าง ระบบไฟส่องสว่างต่าง ๆ

ผู้ขับขี่ควรตรวจเช็คระบบไฟก่อนออกเดินทางตั้งแต่ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว และไฟตัดหมอกว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ รวมทั้งทำความสะอาดคราบสกปรกออกให้ใส หรือหากมีหลอดไหนชำรุดก็ควรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทุกดวง เพื่อความสว่างและเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางชัดเจนขึ้นและยังช่วยให้รถคันอื่นเห็นรถเราได้ชัดขึ้นอีกด้วย

2.ตรวจเช็คสภาพยาง

ยางรถยนต์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการขับขี่ในหน้าฝนมากที่สุด ผู้ขับขี่จึงต้องตรวจเช็คยางให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยอายุการใช้งานของยางไม่ควรเกิน 2 ปี หรือที่ระยะทางประมาณ 50,000 กม. และควรสับเปลี่ยนยางรถยนต์ที่ระยะทาง 10,000 กม. ผู้ขับขี่สามารถสังเกตได้จากเนื้อยางจะต้องไม่แข็ง ดอกยางจะต้องไม่สึกจนต่ำกว่าขีดบอกระดับต่ำสุดของยาง หรือต้องลึกมากกว่า 2 มม. ถ้าต่ำกว่านี้ควรทำการเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย ที่สำคัญคืออย่าลืมตรวจเช็คยางอะไหล่ให้พร้อมใช้งานรวมไปถึงการตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

3.ตรวจเช็คระบบปัดน้ำฝน

ผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนหรือเฉพาะยางปัดทุกปี เพราะยางปัดน้ำฝนของรถในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยจะเสื่อมสภาพเร็ว โดยเฉพาะรถที่จอดกลางแดดเป็นประจำ ลักษณะใบปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพแล้วนั้นเวลาปัดจะมีคราบน้ำเป็นเส้นๆ ที่กระจก ปัดแล้วไม่สะอาดใส หรือมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ซึ่งควรทำการเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนทันทีเพื่อป้องกันกระจกเป็นรอยในภายหลัง

4.ตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์

เริ่มเช็คจากของเหลวต่าง ๆ ว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ โดยเช็คได้จากก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง หรือสังเกตว่าถึงระยะที่ควรต้องเปลี่ยนถ่ายหรือไม่ ถ้าครบวาระแล้วก็ทำการเปลี่ยน รวมทั้งสังเกตตามซีนเครื่อง ซีนเกียร์ และตามรอยต่อต่าง ๆ ว่ามีคราบน้ำมันซึมออกมาหรือไม่ หรือดูที่ใต้ท้องรถว่ามีคราบน้ำมันหยดไว้หรือไม่ หากพบว่ามีการรั่วซึมให้รีบซ่อมแซมทันที

5.ตรวจเช็คสภาพเบรกและช่วงล่าง

ผ้าเบรกและน้ำมันเบรกควรเปลี่ยนที่ระยะทาง 50,000 กม. หรือไม่ควรเกิน 2 ปี โดยควรเช็คระดับน้ำมันเบรกทุกสัปดาห์ รวมถึงพวกท่อทางเดินน้ำมันเบรกว่ามีการรั่วซึมหรือไม่ และหมั่นสังเกตการทำงานของเบรกว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น มีเสียงดังขณะเบรก หรือการเบรกไม่ค่อยอยู่ รถรุ่นใหม่บางรุ่นจะมีไฟเตือนบนหน้าปัด ซึ่งหากผู้ขับขี่พบสิ่งผิดปกติ หรือเกินระยะการใช้งานแล้วให้รีบแก้ไขโดยด่วน เพราะถ้าฝืนขับไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายในหน้าฝนแบบนี้ ส่วนช่วงล่างนั้นให้ดูที่ยางหุ้มแร็ค, ยางหุ้มเพลาและโช็คอัพ หากมีรอยฉีกขาดหรือมีคราบน้ำมันรั่วซึมควรเปลี่ยนทันที เพราะโคลน หิน ดิน ทรายจะเข้าไปทำความเสียหายได้ง่าย เวลาที่เราขับลุยน้ำ

เตรียมอุปกรณ์จำเป็นสำหรับหน้าฝน

ในการเดินทางช่วงหน้าฝนนี้ อุปกรณ์กันฝนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร่ม เสื้อกันฝน รวมถึงไฟฉายเป็นสิ่งที่ควรหามาติดรถไว้เผื่อยามจำเป็น นอกจากนี้พวกอุปกรณ์ซ่อมฉุกเฉิน เช่น สเปรย์ไล่ความชื้น สายลากรถ สายพ่วงแบตเตอรี่ ไปจนถึงที่ชาร์จแบตฯ มือถือ พาวเวอร์แบงท์ ก็มีความจำเป็นเช่นกัน หากรถของคุณเกิดเสียทาง

หน้าฝนอันตรายกว่าที่คิด แนะนำ 5 วิธีเช็ครถ ที่คุณไม่ควรพลาด!!

การขับรถในช่วงฝนตก

ลดความเร็ว ช่วงที่ฝนตกนั้นจะทำให้ถนนลื่นยิ่งทำให้รถมีโอกาสลื่นมากที่สุด ซึ่งระดับความเร็วที่ทำให้รถไม่เกิดการลื่นไถล คือ 60 ก.ม./ช.ม. ดังนั้น การลดความเร็วของรถ จึงเป็นสิ่งสำคัญและยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อีกด้วย

  • เปิดไฟหน้าและหลังรถ เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงที่ฝนตกหนักมักจะมืดครึ้มทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางได้ยาก การเปิดไฟหน้าและหลังรถจะช่วยทำให้เราเห็นถนนในช่วงเวลาที่มืดได้ดีขึ้น และผู้ขับขี่คนอื่นได้เห็นสัญญาณไฟรถของเราชัดเจนมากขึ้น
  • ทิ้งระยะห่างจากคันหน้า เพราะสภาพถนนที่เปียกลื่น ทำให้ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถเพิ่มขึ้น ผู้ขับขี่ ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าการขับขี่ในช่วงปกติ 10-15 เมตร เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทัน เนื่องจากในสภาวะอากาศที่ไม่ปกติอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา
  • การขับรถผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขัง ผู้ขับขี่ควรหยุดประเมินสถานการณ์ และขับรถผ่านถนนในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังน้อยที่สุด ถ้าจำเป็นต้องฝ่าไปสิ่งที่ควรทำคือ ปิดแอร์ โดยใช้เกียร์ 1 เร่งเครื่องให้รอบสูงแล้วเหยียบคลัทช์ เพื่อให้ความเร็วต่ำ แต่อย่าให้รอบต่ำ จะทำให้เครื่องดับกลางน้ำได้  ไม่ขับรถเร็วเกินไป เพราะจะทำให้มีน้ำกระเด็นเข้าเครื่องยนต์
  • หากขณะขับรถแล้วเกิดการลื่นไถล การลื่นไถลเกิดขึ้นได้เสมอ จำไว้ว่าห้ามเหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนในทันที อย่าเหยียบเบรกซ้ำ ๆ เพราะจะทำให้รถพลิกคว่ำได้ ให้แก้ไขด้วยการถอนคันเร่ง ควบคุมพวงมาลัยให้มั่นคงแล้วพยายามลดความเร็ว แล้วค่อยเหยียบเบรกในการหยุดรถ

การเตรียมรถให้พร้อมรับมือกับสายฝนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทุกคนสละเวลาเล็กน้อยมาตรวจเช็คว่ารถคุณอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้มากเกินคุ้มเลยทีเดียว เมื่อเตรียมรถคุณให้พร้อมรับมือหน้าฝนแล้ว เรื่องประกันรถยนต์เพื่อป้องกันอุบัติเหตุก็ต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน

และก็จบกันไปแล้วนะคะ กับบทความที่เราได้รวบรวมมาให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน การขับรถสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการมีสติ เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน การมีสติจะทำให้ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เพราะช่วงฝนตกนั้นถือว่าอันตรายต่อการขับขี่รถมาก ๆ  และเพื่อความสบายใจในการขับขี่ช่วงหน้าฝน ก็ควรมีการตรวจเช็ครถของเราบ่อย ๆ

5 ทะเลใต้ ที่เที่ยวได้ทั้งปี รับรองว่าดีต่อใจ! ทะเลใต้ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

บทความที่ไม่ควรพลาด : ทำความรู้จัก Tesla รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และเทคโนโลยี